[SF]..Mushi man.. part1 [Hey Say JUMP] by:: I-PrA

posted on 08 Apr 2011 16:05 by windy8stormy in Limited-fiction
[SF]……….. Mushi Man ……….Part 1 ……[Hey!Say!JUMP] by:: I-PrA

 

Cast :  Okamoto Keito x Nakajima Yuto

           Arioka Daiki x Yamada Ryosuke (DaiYama or YamaDai??)

Rate : PG

Author : I-PrA

 

 

[1]

 

 

           “ยูโตะ.... จะไปไหนล่ะลูก”เสียงแม่ถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นลูกชายตื่นตั้งแต่ไก่โห่ แถมยังรีบยัดข้าวเช้าเข้าปากราวกับอดอยากปากแห้งมาหลายวัน เสร็จแล้วก็คว้าแก้มนมขึ้นมาดื่มอึกๆจนหมดแก้ว เช็ดขอบริมฝีปากที่เปื้อนคราบนมด้วยแขนเสื้ออย่างลวกๆทีนึงแล้วก็ตั้งท่าจะออกไปนอกบ้าน

               “ไปเล่นที่บ้านเคโตะฮะ”

               “อ้าว บ้านเคโตะคุงเค้าย้ายออกไปแล้วไม่ใช่หรือ”

               “เมื่อไหร่ฮะ”

“ก็เมื่อเช้าแม่เห็นรถบรรทุกจอดอยู่หน้าบ้านคันเบ้อเริ่มเลย”

               “ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย แม่โกหกผม..”

               “แม่จะโกหกลูกทำไมล่ะ ...รู้สึกว่าคุณพ่อของเคโตะคุงเค้าตามตัวกลับอังกฤษน่ะลูก”

               “... ไม่จริงหรอก...เคโตะจะไม่ไปจากผม!!”

               “ยูโตะ~!!”

 

ร่างของเด็กชายตัวเล็กที่รีบร้อนจนสะดุดประตูบ้านตัวเองตั้งแต่ต้น แต่ก็ยังกัดฟันทน ใช้ขาสั้นๆวิ่งสู้ฟัดออกมาจนถึงหน้าบ้านเคโตะ

....บ้านหลังขนาดย่อมที่ผมวิ่งเข้าวิ่งออกแทบทุกวัน บ้านที่ผมกับเคโตะเคยวิ่งไล่จับผีเสื้อด้วยกันในสวนหน้าบ้าน เคยปีนต้นไม้ด้วยกัน เล่นซนด้วยกันจนได้แผลแถมกลับมา

 .....แต่ตอนนี้บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของผมกับเคโตะหลังนั้น กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าไร้ผู้คนและความเงียบสงบเท่านั้น

 

.

.

 

 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในกลางดึกของคืนหนึ่ง ... ถึงมันจะไม่ได้น่ากลัวเหมือนเจอผี แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่จู่ๆผมก็ฝันถึงเรื่องนี้

 

               “ฝันอะไรวะเนี่ย”ผมบ่นกับตัวเองเบาๆ ขยี้หัวหูจนยุ่งเหยิงอย่างหงุดหงิดใจที่ต้องตื่นขึ้นมาก่อนเวลาที่ควรจะตื่น

 

“ตี 5 ให้ตายเหอะ ...ห๊าววววว”หาวปากกว้างอาลัยอาวรณ์กับที่นอนนุ่มอีกครั้ง แล้วจึงจะลุกขึ้นมาควานหาผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดตัว เตรียมเข้าห้องน้ำ ... ถึงจะอยากนอนต่อแค่ไหน แต่ถ้าลองได้ล้มตัวลงนอนอีกครั้งมีหวังสายตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนม.ปลายแน่นอน

 

 

นานมาแล้วนะ ที่ไม่ได้ฝันถึงเพื่อนสนิทในวัยเด็กแบบนี้ ... ตั้งแต่ที่ไอ้หัวเม่นนั่นย้ายบ้านไป และเขาก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับมาอีกเลยแล้วผมก็งี่เง่าพอที่จะโกรธจนไม่ยอมเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามหามันก่อนด้วย

นึกแล้วก็ยังจะอดเคืองอยู่นิดๆไม่ได้ เจ้านั่นย้ายบ้านไปไม่บอกกันสักคำ .. ทำผู้ชายอกยังไม่ถึง 3 ศอกในตอนนั้นร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

 

หันไปมองกรอบรูปลายการ์ตูนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ... รูปของเด็กผู้ชาย 2 คนที่ทำท่าประหลาดๆฉีกยิ้มใส่กล้อง .... เจ้าของดวงตาตี่ๆทว่าแฝงไว้ซึ่งประกายของความสดใส ทรงผมแหลมๆตั้งๆที่เห็นทีไรก็ชวนให้นึกถึงเม่นทุกที ....นั่นล่ะนายหัวเม่น เคโตะเพื่อนวัยเด็กที่ผมเพิ่งฝันถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ยังติดอยู่ในความทรงจำผมไม่ลืมเลือน .... ถ่ายกับอีกคนซึ่งก็คือตัวผมเองนากาจิม่า ยูโตะ

 

ตอนเด็กๆ ผมตัวเล็กนิดเดียว เตี้ยกว่าเคโตะเสียด้วยซ้ำ แก้มก็ยังอิ่มๆอยู่เลย ไม่รู้ว่าตอนนี้มันหายไปไหนหมดแฮะ ..นับเป็นรูปวัยเด็กที่สภาพไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ ไม่น่าเอามาตั้งโชว์หรือแม้แต่เก็บเอาไว้ให้อายขายขี้หน้า ให้เพื่อนมันเอาไปล้อเป็นที่สนุกสนาน

 

แต่จะให้ตัดใจทิ้งรูปนี้ไปเสียก็ทำไม่ได้อีก ....

 

เพราะว่ามันมีใครอีกคนที่ลืมไม่ได้อยู่ในนั้นด้วยใช่หรือเปล่า?

 

.

.

 

               “อรุณสวัสดิ์ ยูโตะ”

น้ำเสียงรื่นเริงสอดประสานเข้าขากันได้ดีไม่มีที่ติแบบนี้ จะเป็นใครไปได้นอกจากคู่หูไดยามะ ที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ตั้งแต่เด็กยันโต สองคนนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งความสนิทสนม และมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ

 

               “อรุณสวัสดิ์ไดจัง ยามะจัง ... วันนี้มาเร็วจังนะ”

 

               “ก็ยามะจังน่ะสิ ปลุกน่ากลัวเป็นบ้า”

               “อ้าว ถ้าไม่ปลุกแบบนั้น ไดจังก็ไม่ยอมตื่นง่ายๆหรอก”

เอ๊... ผมรู้สึกไปเองรึเปล่าว่าวันนี้รอยยิ้มของยามะจังมันแปลกๆไปจากเดิม ...มันดูกรุ้มกริ่มๆไม่น่าไว้ใจยังไงไม่รู้สิ

               “จำไว้เลยนะ ฉันจะเอาคืน คอยดู”ยิ่งไดจังทำหน้าแดงหูแดง แล้วก็พูดตอบอย่างเขินๆนั่นอีก

 

.....บุคคลที่สามอย่างผมเลยอดใจไม่ให้สงสัยใคร่รู้ไม่ได้ .... ยามะจังใช้อะไรปลุกไดจังนะ เจ้าตัวถึงได้เขินหน้าดำหน้าแดงผิดหูผิดตาแบบนี้

           แต่... ถ้าถามจากเจ้าตัวตอนนี้ มีหวังผมคงโดนไดจังสาปเอาได้ง่ายๆ

 

               “ไดจัง ไม่รีบไปเข้าห้องเหรอ.... ใกล้เวลาเข้าเรียนแล้วนะ”

               “อือ จะไปแล้ว...”ไดจังรุ่นพี่ตัวเล็กผู้น่ารักก็ว่าง่าย เดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้ติดใจสงสัยในพฤติกรรม(กำลังจะ)สู่รู้ของผม

 

               “ยามะจัง ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ”ผมสะกิดไหล่หนาๆของยามาดะที่อยู่โต๊ะข้างหน้าผมให้หันมาคุยกัน

               “อะไรล่ะ”น้ำเสียงเหวี่ยงเล็กน้อย แต่ก็ยอมหันหลังมาคุยด้วยแต่โดยดี

               “นายใช้วิธีอะไรปลุกไดจังเหรอ ....เห็นทุกทีนายเอาแต่บ่นว่า ไดจังขี้เซา ปลุกยากปลุกเย็น ทำให้นายเกือบเข้าเรียนสายมาตลอดน่ะ”

               “ก็..ลองวิธีใหม่น่ะ แล้วก็ใช้ได้ผลดีด้วย”ทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของยามะจังก็เปลี่ยนไปโดยฉับพลันจนผมเองยังตกใจ

               “อะ....ยามะจังทำไมทำหน้าตาแบบนั้น”

               “ทำไมล่ะ นายอยากรู้เหรอ”

“อือ อยากรู้สิ”

“เห็นว่าเป็นนายหรอกนะ จะบอกให้ก็ได้ เอาหูมานี่สิ”

ด้วยความอยากรู้ที่พุ่งพล่านทั่วร่าง ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะเอียงหูไปให้ยามะจัง ...อ้ะๆ แถมทัดหูให้อีกข้างด้วยเลยนะเอ้า เพื่อจะได้ฟังอย่างถนัดๆ และไม่มีผิดเพี้ยน 

 

เคล็ดลับมันอยู่ที่จูบ ...หนูน้อย”ยามะจังทิ้งท้ายไว้เพียงการแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเท่านั้น แล้วก็หันหน้ากลับไปอย่างปกติ

 

ในขณะที่ผมเองนั้น ช็อคอ้าปากค้าง หน้าแดงเถือกไปแล้วเรียบร้อยกับความสัมพันธ์อันไม่คาดคิดของเพื่อนบ้านที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย .......

ระหว่างนั้นเองครูประจำชั้นห้องผมก็เดินเข้ามาพูดอะไรทำนองคล้ายๆว่าจะมีเด็กใหม่ย้ายเข้ามาเนี่ยล่ะ ไอ้ผมก็ฟังไม่ค่อยถนัดนัก เพราะมัวแต่ช็อคอึ้งตะลึงค้างกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของยามะจังที่ผมมองว่าเป็นคนขี้เล่น น่ารักมาโดยตลอด

 

“ย้ายมาก่อนวันวาเลนไทน์นิดเดียวเองเนอะ ถ้าหน้าตาดีด้วยก็คงน่าตื่นเต้นน่าดู”

“ได้ข่าวว่าย้ายมาจากอังกฤษเชียวนะ”

“ว้าย ลูกผู้ดีมีสกุล”

“บ้านเค้าต้องรวยมากแน่ๆเลย”

 

เสียงซุบซิบของพวกผู้หญิงดังกระฉ่อนห้อง เพราะคุณครูวิ่งไปตามหาเด็กนักเรียนใหม่ที่หายตัวไประหว่างทางมาห้องเรียน.... เหอะๆๆ ท่าทางจะเซ่อซ่า เดินหลงแล้วก็หาทางมาที่ห้องไม่ถูก

 

ใช้เวลาสักพักคุณครูก็กลับเข้ามาพร้อมกับนักเรียนใหม่ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง

 

ร่างสูงในชุดเครื่องแบบของโรงเรียน ทั้งๆที่ชุดก็เหมือนกัน แต่กลับให้ความรู้สึกที่ต่างกัน ....ผิวพรรณที่โผล่พ้นร่มผ้าเท่าที่สังเกตได้ก็เห็นว่าผิวดีสมคำร่ำลือที่ว่าย้ายมาจากโรงเรียนผู้ดีอังกฤษ... ส่วนหน้าตาก็เข้าทีจนถึงกับทำให้ห้องเรียนเงียบสงบเพราะต้องสยบให้กับออร่าความหล่อ ความเป็นผู้ดีที่ฉายแสงใส่จนตาค้าง ถึงขั้นลืมหายใจกันเลยทีเดียว

 

“โอคาโมโตะ เคโตะ.... ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”

 

แต่ไอ้ท่าทางเก้กัง งกๆเงิ่นๆ ทั้งการวางตัว การพูดการจา น้ำเสียงและทุกสิ่งดูไม่ค่อยมีความมั่นใจ

 ....... จะว่าไปแล้วมันดูคุ้นๆตาอยู่นา เหมือนเคยเห็นจนชินตาจากที่ไหนสักที่มาก่อนเนี่ยแหละ.....

 

แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกสักที......

 

.

.

 

 

พักกลางวัน

 

ใช้เวลาหลังจากเสียงกริ่งบอกเวลาพักดังไม่นานนัก ไดจังก็ส่งเสียงนำมาก่อนจะพาตัวเองลงมานั่งปุลงบนเก้าอี้ที่ยามะจังลากมาเตรียมไว้รออยู่แล้ว

“วันนี้มีอะไรกินอ่ะ”

“ข้าวผัดอเมริกัน”

“ว้าว น่ากินสุดๆเลย ยามะจัง ขอบคุณน้า”ไดจังหันไปกอดร่างกลมๆขาวๆของเพื่อนสนิทที่กำลังคีบแฮมชิ้นเบ้งเข้าปากตัวเองอยู่เป็นการขอบคุณ

“โอ้ะๆ ไดจังเดี๋ยวแฮมหล่น”

 

เฮ้อ......เห็นกี่ทีก็อิจฉาไดจัง ที่มียามะจังทำข้าวกล่องมาเผื่อให้ทุกวัน ....

ก็ยามะจังทำอาการอร่อยนี่นา ดูอย่างข้าวผัดอเมริกันวันนี้สิ .....ไส้กรอกรูปปลาหมึกน่ารักน่าชัง ไข่ดาวกึ่งสุกกึ่งดิบขาวนวลใสปิ้ง แฮมกับเบคอนนั่นก็น่ากินเสียเหลือเกิน

 

เฮ้อออออออ~~~~~

ในขณะที่ผมถอนหายใจปลงตกกับข้าวกล่องฝีมือแม่ที่ดูธรรมดาไปในทันทีเมื่อเทียบกับความสวยงามสร้างสรรค์ของยามะจัง.... ผมก็บังเอิญไปสบสายตาที่ส่งมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าเด็กนอกที่กำลังถูกสาวๆรุมล้อมรอบโต๊ะเรียนชักชวนให้ไปกินข้าวด้วยกัน ..แต่ด้วยจำนวนที่มากเกินไปจึงทำให้ตัดสินไม่ได้เสียทีว่าใครจะเป็นผู้โชคดีที่ได้ควงเด็กใหม่ที่หน้าตาดีดีกรีเด็กนอกไปกินข้าวตั้งแต่วันแรกแบบนี้

 

‘ช่วยผมออกจากคนพวกนี้ที’

 

ผมสะดุ้งมองซ้ายมองขวา เรด้าหาเป้าหมายอื่นที่นอกเหนือจากผม แล้วก็พบว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย ผมจึงชี้หน้าตัวเองอย่างตื่นๆ จนเมื่อหมอนั่นพยักหน้ากลับมานั่นแหละ

......ผมลังเล ตัดสินใจอยู่พักหนึ่ง จิตสำนึกฝ่ายดีก็ทำให้ผมต้องลุกเข้าไปยื่นมือช่วยเหลือหมอนั่นจนได้

 

“นายน่ะ มากินข้าวกับพวกฉันมั้ย”

“ยูโตะคุงงงง”

“ไหนๆพวกเธอก็ตัดสินกันไม่ได้สักที เดี๋ยวเพื่อนก็ไม่ได้กินข้าวกันพอดีหรอก ....พวกเธอไม่สงสารเขาหรือ”

 

ด้วยความที่คนชวนเป็นผู้ชายด้วยกัน สาวๆจึงยอมแพ้และล่าถอยไปโดยง่าย แต่ก็ไม่วายสะบัดหน้าใส่ผมอย่างเคืองๆด้วย ....... เง้อออออ~

 

“ขอบคุณมากครับ”

“ไม่ต้องทางการนักก็ได้ เราเป็นเพื่อนห้องเดียวกันนี่”

“อือ”

“นายไม่มีข้าวกล่องมาใช่มั้ยล่ะ มากินกับพวกเราก็ได้นะ แม่ฉันทำมาให้เยอะแยะเลย”

 

สุดท้ายแล้ว เจ้าเด็กนอกก็ได้ร่วมวงกินข้าวด้วยกันกับพวกผม

เขาเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย (หรือแค่พูดไม่ทันเจ้าสองคนนั่นกันนะ) .....เขามักจะยิ้มและฟังพวกผมเล่านู่นเล่านี่ให้ฟังอย่างตั้งใจ บ่อยครั้งที่เขาจะหัวเราะไปกับเรื่องตลกที่เจ้าคู่หูไดยามะนั้นสรรหามาเล่า

 

และที่สำคัญ.. เขาทำให้ผมประจักษ์แก่สายตาตนเองแล้วว่า

 

...... หมอนี่มัน .......

 

...... หน้าตาดีฟ้าประทานจริงๆ

 

 

...............................................................

.............................................

.........................

 

เย็นวันนั้น

เรากลับบ้านพร้อมกันทั้งสี่คน

 

เจ้าเด็กใหม่พักอยู่บนคอนโดหรูหรา ทว่าห่างจากบ้านของผมประมาณสองล็อกได้ พวกผมได้ขึ้นไปเดินเหยียบพรมราคาแพง วิ่งเล่นอยู่บนตึกสูงนั้นตามคำเชิญของเจ้าของห้องมาแล้ว

 

แต่อะไรก็ไม่ติดใจผมเท่ากับคำบอกลาของเจ้านั่น

 

“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะไดจัง ยามะจัง”

 

แล้วเจอกันนะ ยูโตะริน”

 

 

 

.....สรรพนามเรียกชื่อผมที่ไม่ได้ยินมานานมากแล้ว.....

........... นาน............. ตั้งแต่ที่ไอ้หัวเม่นที่ผมฝันถึงเมื่อเช้านั่นย้ายบ้านไปโดยไม่ล่ำลา

 

To be con

 

Talk :จากความตั้งใจเดิมที่ประจั่วหัวไว้ตั้งแต่ลงตอนแรกว่าเป็นช็อตฟิกนั้น ..... มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องสั้นขนาดยาวไปแล้วสินะ (ฮา) ....... ยิ่งแต่งยิ่งเพลินจริงๆ อยากจับคู่โน้นคู่นี้มาใส่เต็มไปหมด

ว่าแต่ไหนๆก็ไหนๆละ เรื่องนี้ประก็จับคู่แบบที่หาฟิกอ่านยากมาตั้งแต่คู่แรกละ ก็ขอแปลกให้มันสุดขั้วทั้งเรื่องไปเลยละกัน .... เนอะ ทุกคนนน^____________^ 



Comment

Comment:

Tweet

ลงฟิก ทำไมไม่บอกอ่ะะะะะ

#1 By Ya_M_asaki & I-PrA on 2011-04-11 22:25